เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ต่อลมหายใจให้ชุมชน สร้างงาน เสริมวิชาชีพ เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

s__10174469

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ต่อลมหายใจให้ชุมชน สร้างงาน เสริมวิชาชีพ เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

เพราะเชื่อว่าการให้ที่ยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง ด้วยเหตุนี้  เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 จึงไม่เพียงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน แต่ยังเปี่ยมไปด้วยลมหายใจของผู้คนในชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับโอกาสให้เข้ามาทำงาน หารายได้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคืนชีพวิถีชีวิตของผู้คนในยุคหลังการเลิกทาสไว้ในทุกอณูของเมืองโบราณแห่งนี้อย่างน่าสนใจ

14875363_1266003053471598_1580146461_n

นายพลศักดิ์ ประกอบ ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการเมือง มัลลิกา ร.ศ. 124 กล่าวว่า โครงการเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 จะสมบูรณ์แบบขึ้นไม่ได้ หากขาดหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่มาช่วยปลุกลมหายใจให้กับเมืองแห่งนี้ นั่นคือ ผู้ที่จะมาร่วมสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต เพื่อพานักท่องเที่ยวทุกคนย้อนกลับไปเรียนรู้รากเหง้าของความเป็นไทย เมื่อโจทย์ของเราคือ การสะท้อนเรื่องราวความสวยงามในอดีตผ่านผู้คน ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง เราจึงคิดที่จะพัฒนาชุมชนโดยรอบให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นคู่ขนานไปด้วย จึงกลายเป็นที่มาของการจ้างงานในท้องถิ่นถึง 400 อัตรา อาศัยการประกาศเสียงตามสายและเครือข่ายกำนัน ขึ้นป้ายบิลบอร์ดบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันบางจาก ต.สิงห์ อ.ไทรโยค ซึ่งตั้งอยู่ติดกับเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 เพื่อกระจายข่าวไปยังชาวบ้านในพื้นที่อย่างทั่วถึง

14875170_1266003040138266_869636700_n 14875222_1266002950138275_1324436282_n

“ด้วยวิธีการนี้ ทำให้คนที่มาสมัครงานกับเราส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่จริงๆ สมกับความตั้งใจของเราที่น่าดีใจคือ บางส่วนคือคนที่ออกไปทำงานที่อื่นและอยากกลับมาอยู่บ้านเกิด พอเห็นว่าเราเปิดรับก็ตัดสินใจมาร่วมงานกับเรา และเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง เราไม่ได้เลือกรับเฉพาะวัยหนุ่มสาว แต่เราเปิดกว้างในหลายช่วงวัย เรียกว่าถ้ากฎหมายรับรองให้ทำงานได้ เราก็รับเลย ไม่มีเพดานอายุที่จำกัด ตอนนี้เท่าที่มีมาสมัคร เรามีตั้งแต่อายุ18-65 ปี เรามองว่าข้อดีของการมีกลุ่มช่วงวัยที่หลากหลายนี้ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างวัย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากได้ปัจจุบัน สำหรับโอกาสการที่ได้เด็กรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้มารยาท  ขนบธรรมเนียม และได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น แต่เรากำลังจะทำให้เกิดขึ้น”

14874878_1266002980138272_1066891852_n 14874914_1266003013471602_1675482333_n 14874954_1266003000138270_1840715955_n

ทั้งนี้ ผู้บริหารเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า คนในชุมชนที่เข้ามาทำงานที่เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124  ไม่เพียงจะได้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง แต่พวกเขายังได้ติดเกราะเพิ่มความรู้เพื่อไปต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในอนาคตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ทักษะวิชาชีพ เพราะเรามีครูที่ชำนาญเฉพาะด้านมาถ่ายทอดวิชา พร้อมหน้างานจริงให้ลงมือทำ

“ด้วยจุดยืนของเมืองมัลลิกามุ่งสะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้คนตามความเป็นจริง ไม่ได้จัดฉาก หรือ ทำโชว์เป็นรอบให้นักท่องเที่ยวชมเท่านั้น เพราะฉะนั้น อาหารหรือผลผลิตทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเมือง จะนำไปใช้จริงทั้งหมด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเลยมีความสมจริง ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ และทำงานแบบเกื้อกูลกัน เช่น เรือนที่ต้องสีข้าว ต้องผลิตข้าวสารให้เพียงพอ เพื่อที่จะได้ส่งต่อข้าวสวย หรือ วัตถุดิบสวนครัวให้เพียงพอสำหรับฝ่ายครัวกลางจะนำไปใช้ทำอาหารเพื่อเลี้ยงพนักงานทั้งเมือง”

14826232_1266002963471607_1013218987_n 14826258_1266003070138263_1125881351_n 14875169_1266002976804939_2133445113_n

นอกจากนี้ เรายังมีสวัสดิการสำหรับดูแลพนักงานทุกคน ยกตัวอย่างเรื่องที่พัก พนักงานสามารถเลือกเดินทางไปกลับ หรือพักอาศัยอยู่ที่เรือนพักของเมืองมัลลิกาก็ได้ ซึ่งขณะนี้มีพนักงานร้อยละ 20-30ที่ตัดสินใจพักที่นี่ มีชุดไทยโบราณสำหรับใส่ทำงานคนละ 2 ชุด และ มีเงินเดือนประจำ ซึ่งฐานเงินเดือนคิดตามมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 300 บาทขึ้นไป

“ผมมองว่า การสร้างงานตรงนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก ในแง่คนหนุ่มสาวแน่นอน เราเข้ามาช่วยสร้างงาน นำครูจากวิทยาลัยในวังหญิงมาช่วยฝึกอบรม เสริมทักษะให้กับพนักงาน ทั้งการทำอาหารและขนมโบราณ การแกะสลัก ร้อยมาลัย ซึ่งความรู้เหล่านี้จะเป็นวิชาชีพติดตัวไปตลอด สามารถไปใช้สร้างอาชีพของตัวเองในอนาคตได้ อีกส่วนหนึ่งเรามองว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างคนรุ่นใหม่ไว้สืบทอดภูมิปัญญาไทยไม่ให้สูญหายไปกับคนรุ่นเก่า หรือแม้แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่กับบ้านทอผ้า ได้วันละไม่กี่สิบบาท บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระลูกหลาน เราก็เข้าไปสร้างคุณค่าให้เขาด้วยการเปิดโอกาสให้เขามาทำงานกับเรา ใช้ความชำนาญการทอผ้าที่มี เราไม่จำกัดว่าต้องทอได้วันละกี่หลา เขาสามารถทอตามกำลัง และเมื่อทอเสร็จ ผลงานก็ไม่สูญเปล่าเราจะนำไปจำหน่ายเป็นของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวต่อไป“

14885769_1266002953471608_2024268424_n 14885786_1266002936804943_1741954950_n 14914550_1266002993471604_1094003683_n

ในส่วนของคนในชุมชนที่ไม่ได้เข้ามาร่วมงานกับเรา เราก็ไม่ทอดทิ้งยังเปิดช่องทางให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ขายสินค้าได้ฟรี ขอเพียงให้สวมชุดไทยโบราณมาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสถานที่ พร้อมนำสินค้ามาขายในลักษณะของหาบเร่ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของย่านการค้า ซึ่งจำลองเป็นย่านสะพานหัน  ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งรวมของร้านค้าหาบเร่ตั้งอยู่ใกล้สำเพ็ง แต่ในปัจจุบันได้สาบสูญไปแล้ว

ด้านนางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี เห็นพ้องว่า เมืองมัลลิการ ร.ศ.124นี้ ไม่เพียงมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับชาวกาญจนบุรี แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งต่อวิถีไทยที่น่าหวงแหนให้อยู่คู่กับสังคมไทยไปตราบนานเท่านานอีกด้วย

“ปกติแล้วอาชีพหลักของชาวบ้านที่กาญจนบุรีคือ การหาของป่า พึ่งพาผลผลิตจากการเกษตร ทำให้รายได้ไม่แน่นอน ถ้าปีไหนผลผลิตไม่ดี ก็ไม่มีรายได้มากพอจุนเจือครอบครัว ดังนั้น เมื่อกาญจนบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ อย่างเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เกิดขึ้น และทางผู้บริหารก็มีความตั้งใจจะสร้างงานในจังหวัดด้วยการจ้างคนในพื้นที่เข้ามาทำงาน จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้มั่นคงตามไปด้วย”

นอกจากนี้ นางสาวจรรยารักษ์ ยังเห็นว่า การที่เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 มุ่งนำเสนอวิถีไทยในอดีตนั้น ไม่เพียงได้ฟื้นฟูภูมิปัญญาไทยอย่างการร้อยมาลัย แกะสลัก การทำอาหารไทยที่เกือบจะเลือนหายไปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ยังได้สะท้อนภูมิปัญญาให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และชื่นชม ขณะที่ชาวบ้านที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบอกเล่าวิถีความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยทำงาน และ ผู้สูงอายุก็ได้มีโอกาสซึมซับและสืบสานภูมิปัญญาเหล่านี้ไปโดยปริยาย ช่วยให้วิถีไทยที่งดงามเหล่านี้ไม่สูญหายไปตามกาลเวลาอีกด้วย

14826333_1266002956804941_1486992725_n

ในขณะที่ บุญชู  เฮี้ยงเอี้ยง แม่ครูประจำครัวใหญ่ (ฝ่ายอาหารคาว)  อายุ 52 ปี อีกหนึ่งครูผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ สร้างเสริมทักษะวิชาชีพในการประกอบอาหารสำรับไทยโบราณแก่พนักงานที่เมืองมัลลิกา ร.ศ.124กล่าวว่า ในเรื่องของอาหารคาวหวาน ถือได้ว่าในยุค ร.ศ 124 เป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก  ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการประกอบอาหารมาก อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมโดยมีอารยธรรมตะวันตกเข้ามาผสมผสาน มีการตั้งโต๊ะเสวย  มีการใช้ช้อนส้อมแทนการเปิบมือ เรียกได้เป็นรัชสมัยที่เป็นยุคทองเรื่องอาหารอย่างแท้จริง

จุดเด่นในเรื่องของอาหารตำรับชาววังในเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 นักท่องเที่ยวจะได้ลองลิ้มชิมรสอาหารสูตรชาววังที่ล้วนแล้วแต่ขึ้นชื่อในยุคสมัยนั้นและที่สำคัญหารับประทานได้ยากยิ่งในปัจจุบัน อาทิ ซุปลูกหมา  ที่มาของสำรับนี้คือตอนรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปได้ชิมอาหารฝรั่งโดยปรุงจากเนื้อวัวและผัก จากนั้นก็ทรงโปรดและทุกครั้งจะพระราชทานให้แก่สุนัขทรงเลี้ยง เนื่องจากสุนัขทรงเลี้ยงชอบมาก พระองค์จึงทรงเรียกสำรับนี้ว่า “ซุปลูกหมา” รวมถึงเมนู “แกงบวน”  อีกหนึ่งสำรับโบราณ เป็นต้มเครื่องในหมู แต่ด้วยวิธีชาญฉลาดคือดับกลิ่นคาวด้วยสมุนไพรต่างๆ นานาชนิด  ลักษณะแกงจะเป็นสีคล้ำด้วยน้ำใบมะตูม หรือน้ำใบย่านาง รสชาติหวานนำ มักนิยมทำในงานใหญ่ๆ อีกหนึ่งเมนู คือ ด้วงโสน  (หนอนประเภทหนึ่ง คล้ายๆด้วงมะพร้าว) เป็นที่โปรดเสวยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก เพราะทรงเห็นว่ามีวิตามินมาก

14872524_1266002930138277_1013126871_n 14875392_1266003006804936_660089064_n 14875417_1266002990138271_195172416_n

นอกจากนี้ยังมีแกงมัสมั่น ยำใหญ่ น้ำพริกขี้กา หมี่กรอบ โดยสำรับทั้งหมดนี้ได้ถูกจัดเตรียมอยู่ใน Set Dinner จะเห็นได้ว่าทุกเมนูล้วนมีที่มา  มีขั้นตอนที่พิถีพิถัน  รวมถึงการจัดเสริฟด้วยฝีมือการแกะสลักที่วิจิตรบรรจงพร้อมเครื่องถ้วยชามที่สวยงามทรงคุณค่ายิ่ง   ถือเป็นจุดเด่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าเยี่ยมชมพร้อมรับประทานอาหารมื้อค่ำตำรับชาววังของเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ซึ่งแน่นอนว่านอกเหนือจากความอิ่มอร่อยของรสมือแม่ครัวระดับชั้นครูแล้ว  ยังได้รับคุณค่าทางจิตใจกลับไปไม่รู้ลืมอีกด้วย

เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 พร้อมเปิดให้บริการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป  ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ  ทางเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ได้จัดจำหน่ายบัตรในราคาโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดเมือง (เฉพาะวันที่ 29 ต.ค. – 13 พ.ย. นี้เท่านั้น)   โดยจำหน่ายบัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท/ท่าน  และเด็ก  ราคา 75 บาท/ท่าน  หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะเข้าชม พร้อมรับประทานอาหารโบราณหาชิมได้ยากและชมการแสดงโชว์สุดอลังการ    จำหน่ายบัตรเข้าชมพร้อมอาหารเย็นและโชว์สำหรับผู้ใหญ่ 550 บาท/ท่าน*  และสำหรับเด็ก 350 บาท/ท่าน  (หมายเหตุ : เด็กสูง ต่ำกว่า 80 ซม. เข้าฟรี / สูงระหว่าง 80-120 ซม.-ราคาเด็ก / สูงเกิน 120 ซม. -ราคาผู้ใหญ่) * พร้อมรับของที่ระลึกจากเมืองมัลลิกา ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 034-540884

s__10174469

เนื้อหายอดนิยม