ดูบ้านไร่ของในหลวง ที่ “โครงการชั่งหัวมัน”ต้นแบบไร่นาสวนผสม เพื่อพสกนิกรชาวไทย

s__10117136

14797305_1380596201968801_1732829277_n

ดูบ้านไร่ของในหลวง ที่ “โครงการชั่งหัวมัน”ต้นแบบไร่นาสวนผสม เพื่อพสกนิกรชาวไทย

ปลายปี 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซื้อที่ดินจากราษฎร ในบริเวณบ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ และทรงซื้อที่ดินแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่ รวมทั้งหมด 250 ไร่ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เกือบทั้งหมดมีสภาพเสื่อมโทรมและแห้งแล้งมาก เดิมใช้ปลูกยูคาลิปตัส ทำการเพาะปลูกอย่างอื่นไม่ได้ผล ทำให้หลายคนเข้าใจว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่สามารถปลูกอะไรได้แล้ว

s__9478236

คุณชนินทร์ ทิพย์โภชนา ผู้จัดการโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ให้ข้อมูลว่า เจ้าของที่ดินเดิมไม่รู้มาก่อนว่าได้ขายที่ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทั่งวันไปโอนโฉนดที่สำนักงานที่ดินจังหวัดถึงได้ทราบ เพราะว่าโอนในพระนามของพระองค์ เจ้าของที่ดินก็ตกใจ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนในสำนักงานฯ ต่างก็พากันตื่นเต้นตามไปด้วย ที่สำคัญพระองค์ท่านยังทรงให้ลงทะเบียนเป็นเกษตรกรของจังหวัดเพชรบุรี

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ปรับปรุงที่ดินบริเวณนี้ พร้อมจัดแบ่งพื้นที่เป็นแปลงเพื่อปลูกพืชชนิดต่าง ๆ โดยเน้นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี พืชผักและพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า จากผืนดินที่เสื่อมสภาพ แต่ก็สามารถพลิกฟื้นกลับมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้ ซึ่งเป็นแนวทางแก่เกษตรกรหรือผู้สนใจในจังหวัดและใกล้เคียง”

ส่วนชื่อโครงการฯ มีที่มาจากพระองค์ท่านรับสั่งให้ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์ซื้อมันเทศจากร้านโกลเด้นเพลส ข้างวังไกลกังวล นำมาวางไว้บนตาชั่งห้องทรงงานเพื่อเตือนสติ เมื่อวางอยู่นานมันเทศก็แตกใบออกราก พระองค์จึงทรงให้นำไปเพาะไว้ในกระถาง พร้อมกับให้ซื้อมันเทศหัวใหม่มาเปลี่ยน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ทำให้มันเทศที่เพาะไว้มีจำนวนมากขึ้น จึงให้นำมาปลูกในที่ดินที่ทรงซื้อไว้พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ชั่งหัวมัน”

s__9478235

คุณชนินทร์ บอกว่า การพัฒนาพื้นที่ในช่วงแรก ได้ดำเนินการขุดรากถอนโคนต้นตอยูคาลิปตัส ปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้ง่ายต่อการวางแผนเพาะปลูก ทำถนนทางเข้าโครงการและถนนโดยรอบโครงการ ขุดสระเก็บน้ำ ก่อสร้างอาคารที่ทำการ อาคารเรือนรับรอง ติดตั้งระบบไฟฟ้า ขุดเจาะบ่อบาดาล จนสามารถปรับสภาพพื้นที่ให้เป็นแปลงทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ได้

“ปัญหาสำคัญของพื้นที่แห่งนี้คือแหล่งน้ำ จำเป็นต้องสูบน้ำเข้ามาใช้ในแปลง ทำให้มีต้นทุนการเพาะปลูกสูง แต่ปัจจุบันโครงการฯ ได้ใช้กังหันลมและแผงโซล่าเซลล์มาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ในการสูบน้ำ ทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ทั้งยังเหลือกระแสไฟฟ้าแจกจ่ายให้ชุมชนรอบข้างมีไฟฟ้าใช้ได้อย่างทั่วถึงด้วย ที่สำคัญกังหันลมที่ตั้งตระหง่านจำนวน 25 ต้น ยังสร้างความสวยงามให้กับสถานที่ เป็นแลนมาร์คที่ช่วยดึงดูดผู้มาเยี่ยมชมได้เป็นอย่างดี”

14741062_1375598102457805_1405295535_n

ช่วงแรกกรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาตรวจสอบสภาพดินในแต่ละแปลง เพื่อดูว่าเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใดบ้าง พร้อมได้จัดทำรายชื่อตามลำดับถวายพระองค์ แต่ชนิดของพืชที่เสนอไปนั้นพระองค์ไม่ได้เลือกเลยสักอย่าง หากแต่ได้กำหนดเองว่าตรงไหนจะปลูกอะไร เช่นส่วนหน้าโครงการฯ รับสั่งให้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ต้องทำให้ได้ พระองค์ท่านรับสั่งว่า ปลูกอะไรก็ได้ แต่เราต้องค่อย ๆ ปรับไป ไม่ใช่ว่าพื้นที่ตรงนี้เหมาะที่จะปลูกพืชอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วก็ปลูกไปอย่างเดียวโดยไม่ทำอย่างอื่นที่ดีกว่า เช่นแต่เดิม พื้นที่โครงการฯ ปลูกยูคาลิปตัส แล้วคิดว่าปลูกอย่างอื่นไม่ได้ ก็ปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งตรงนี้พระองค์ท่านให้เรามีความพยายาม

s__9478236

สำหรับการปรับปรุงที่ดิน ใช้ทั้งวิธีปลูกพืชหมุนเวียแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด โดยเริ่มจากกปลูกถั่วพร้า แล้วไถกลบให้เป็นปุ๋ยพืชสด จากนั้นก็เริ่มปลูกพืชเศรษฐกิจ อย่างเช่น ข้าวโพด 1 รุ่น แล้วมาปลูกปอเทือง จากนั้นก็ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดอีก ต่อมาก็นาข้าว แล้วปลูกถั่วอีกรอบ จะไม่ปลูกพืชชนิดเดียวทั้งหมดเป็นแปลงใหญ่ พร้อมทั้งเสริมปุ๋ยอินทรีย์ มูลสัตว์ ปุ๋ยหมัก รวมถึงปุ๋ยเคมีด้วย กล่าวคือ ทำทุกทางที่ทำให้ดินกลับคืนสภาพ มีคุณสมบัติและสารอาหารเพียงพอที่จะเพาะปลูกได้

ameta-serum-banner

“ปัจจุบันโครงการฯ มีการปลูกพืชและผลผลิตทางการเกษตรกว่า 40 ชนิด ทั้งผลไม้ ปลูกหมุนเวียนตามฤดูกาล เช่น มะพร้าว ชมพู่เพชรสายรุ้ง มะนาวแป้น กล้วยนานาชนิด พืชไร่ เช่น นาข้าว สับปะรด ข้าวโพด ยางพารา และยางนา รวมถึงมีการเลี้ยงปศุสัตว์ โคนม และ ไก่ไข่ด้วย ส่วนพืชผัก ได้ทำเป็นแปลงพืชผักสวนครัวอยู่ประมาณ 30 ไร่ ซึ่งมีผักที่ปลูกอยู่กว่า 30 ชนิด ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลอด ไม่ปลูกชนิดหนึ่งชนิดใดให้มากเกินไป โดยผลผลิตที่ได้ส่งจำหน่ายร้านโกลเด้นเพลส บางส่วนทูลถวายพระองค์ท่านทุกวันพุธของสัปดาห์”

s__9478233

ผลผลิตของโครงการฯ เป็นสินค้าเกษตรทั่วไป ที่ยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีเพื่อควบคุมโรคและแมลง แต่เป็นการใช้อย่างถูกวิธีและมีความปลอดภัย ซึ่งเรื่องนี้ต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคด้วยว่า สารเคมีทุกชนิดมีอายุการใช้และการหยุดระบุไว้อย่างชัดเจน เช่น ควรหยุดใช้ยาก่อนเก็บเกี่ยว 14 วัน แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตาม ทำให้ผลผลิตมีสารเคมีตกค้าง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทางโครงการฯ ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก มีการกำหนดชัดเจนว่า หากมีการใช้ยาจะสามารถเก็บผลผลิตได้เมื่อไร พร้อมทั้งมีการตรวจสอบโดยมาตรฐานโคเด็กซ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กระทรวงเกษตรใช้อยู่

14875199_1143441659037258_1815068063_n

“หากให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย เกษตรกรอยู่ไม่ได้แน่นอน อย่างในมูลโคหนึ่งกอง มีสารอาหารที่พืชต้องการอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ปุ๋ยเคมีราคาเพียงไม่กี่สิบบาทมีสารอาหารมากกว่าหลายเท่า ความสำคัญอยู่ที่วิธีการ ใช้อย่างไรให้มีความเหมาะสม เพราะจะบอกว่าปุ๋ยอินทรีย์ดีกว่าปุ๋ยเคมีก็ไม่ได้ หรือใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวก็ไม่ถูก หากแต่ต้องใช้ร่วมกันอย่างถูกต้องและเหมาะสม”
s__9478237
ยกตัวอย่างแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งเป็นการปลูกพืชชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ หรือการทำนาข้าวในปัจจุบัน ที่ทำเป็นแปลงขนาดใหญ่ ทั้งยังเพิ่มรอบการผลิตต่อปีให้มากขึ้น การปลูกพืชในลักษณะนี้เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงต้องการธาตุอาหารชนิดเดียวกันในปริมาณมาก ดังนั้นลำพังปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับความต้องการของพืชได้ เช่น ถ้าพืชต้องการธาตุไนโตรเจน หากใช้มูลโค ต้องใช้อย่างน้อย 20-30 ตัน ขณะที่เป็นปุ๋ยเคมีใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวแล้วพืชจะให้ผลผลิตที่ดี ต้องใช้ปุ๋ยเคมีบางตัวมาเสริม พร้อมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกัน

“ส่วนการทำเกษตรแบบอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็มีความเป็นไปได้ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำริในเรื่องของการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นวิธีการเพาะปลูกที่ลดการพึงพาการใช้สารเคมี ไม่ปลูกพืชเชิงเดียวทั้งแปลง เนื่องจากพืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนพืชที่ปลูกได้ แต่เมื่อไรก็ตาม หากปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปุ๋ยหรือสารเคมีก็ยังมีความจำเป็น”

จากจุดเริ่มต้นที่เคยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ดินเสื่อมโทรม กลับกลายเป็นพื้นที่สีเขียว ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น อย่างหน่อไม้ฝรั่ง ปีแรกที่ปลูก ขาดทุนอย่างมาก หากเป็นเกษตรกรทั่วไปคงเลิกปลูกแล้ว แต่วันนี้แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งมีผลผลิตดีมาก ทำกำไรกลับคืนมาให้กับโครงการฯ ที่สำคัญสิ่งที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรบริเวณใกล้เคียงได้เห็น ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ซึ่งก็ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีตามไปด้วย

“หลังจากโครงการฯ ดำเนินการมาสักระยะหนึ่ง ก็ได้เดินตามแนวพระราชดำริ คือ ให้เป็นที่ศึกษาของเกษตรกรและของประชาชนที่สนใจ ตอนนี้พระบรมราโชบาย คือให้พืชเศรษฐกิจมาขึ้นอยู่ที่นี่ จากผืนดินที่แห้งแล้ง ที่ทุกคนคิดว่าปลูกอะไรไม่ได้แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี สภาพดินกลับมาดี ทำให้การเพาะปลูกมีกำไร จากวันแรกที่เข้ามาดำเนินการ ถึงวันนี้ เป็นสิ่งที่น่าพอใจมาก”

ปัจจุบันโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรอีกแห่งหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงานและเปิดให้เข้าชมได้พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลความรู้ ทั้งเรื่องของการวิจัยดิน การปรับปรุงบำรุงดินที่เสื่อมโทรมให้กลับกลายสภาพ เหมาะแก่การเพาะปลูก การปลูกหญ้าแฝกเสริมคันดิน การทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้ในโครงการ การใช้หลักทฤษฎีใหม่ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในการแบ่งพื้นที่สัดส่วนในการทำการเกษตร การบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร การใช้พลังงานสะอาดทดแทน ตลอดจน ให้ตระหนักถึงความสามัคคี ความร่วมมือในการทำการเกษตรแบบบูรณาการ อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ละครบวงจรทุกขั้นตอน

s__9478231 s__9478232

สนใจเยี่ยมชม ติดต่อได้ที่ โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ หมู่ที่ 5 บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี สามารถเดินทางเข้าทางอำเภอท่ายาง ผ่านโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ไปทางเส้นทางตำบลท่าไม้รวก ผ่านที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก-เขาตอหม้อ ผ่านโรงเรียนบ้านทุ่งโป่ง ถึงโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ระยะทางประมาณ 47 กิโลเมตร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-3247-2701 ได้ทุกวัน

… คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้น การที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไรก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ …

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
21 สิงหาคม 2552

14800841_722553344560535_408919158_n

14741583_1717544938570104_79609803_n

14509151_1207073722649202_1502443233_n

เนื้อหายอดนิยม