คลิปที่คนไทยยังไม่เคยเห็น ในหลวงทรงตรัสเป็นภาษาฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์นักข่าว (มีคำแปล)

คลิปที่คนไทยไม่เคยได้เห็น ในหลวงทรงตรัสเป็นภาษาฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์นักข่าวเมื่อ 56 ปีที่แล้ว  

s__8806414

มีเพื่อนส่งคลิปมาเป็นภาษาฝรั่งเศสน่ารักมากแต่ฟังไม่รู้เรื่อง เลยให้ลูกสาว(ลูกน้ำ)ช่วยแปล เห็นว่าเนื้อหาน่าสนใจเลยขอแชร์ค่ะ

ในหลวงตอนนั้นอายุ33 นักข่าวเกริ่นนำว่าเป็นพระราชาที่อายุยังน้อย เป็นคนขี้อายและถ่อมตัว แต่เป็นนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ และเป็นคุณพ่อลูกสี่ ที่แม้จะมีหน้าที่ต้องทำงานเพื่อประเทศชาติแต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจลูกๆ แล้วให้สมเด็จบอกชื่อลูกๆ และอายุ

คนนี้จุฬาภรณ์ สามขวบครึ่ง คนนี้ชื่อ สิรินธร 5 ขวบครึ่ง นักข่าวบอก คนเล็กดูเรียบร้อยกว่านะฮะ สมเด็จบอก ใช่ๆ คนนี้เรียบร้อย เป็นผู้หญิงมาก อีกคนจะซนกว่า ร่าเริงกว่า

นักข่าวบอกในหลวงว่า จะถามเป็นภาษาฝรั่งเศสนะ ทราบว่าท่านคุ้นเคยกับภาษาฝรั่งเศส ในหลวงบอกว่า แน่นอน เพราะว่าเรียนที่สวิสและใช้ชีวิตที่นั่น

นักข่าว “การไปเยี่ยมประเทศต่างๆ 14 ประเทศ จะทำให้คุณได้ศึกษาข้อมูลมาพัฒนาประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน”

ในหลวง  “ภารกิจการไปเยือนประเทศต่างๆนั้นไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษา แต่เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี”

“ขอโทษ อาจจะถามผิด แต่การได้ร่ำเรียนในต่างประเทศจะทำให้คุณนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาประเทศได้อย่างไร”

“คงไม่สามารถนำข้อดีทั้งหมดมาใช้ได้ ต้องนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรมประเทศเราเหมือนกัน”

“คุณเริ่มต้นวันยังไงในฐานะกษัตริย์”

“ก็ตื่นนอน… 555”

“คือการเป็นพระราชามันไม่มีตารางงานที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข งานมันมี 24 ชม. ต่อวัน”

“คุณเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี?”

“คณะรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า แต่หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยเราก็สามารถเรียก ครม.เข้ามาหารือได้”

“ปัญหาใดที่คุณให้ความสนใจเป็นพิเศษ? ใช่เรื่องสาธารณสุขมั้ย? เห็นคุณมีโครงการด้านสาธารณสุขมากมาย”

“ปัญหาสาธารณสุขในเอเชียค่อนข้างมาก”

“จริงๆแล้วเป็นปัญหาทั่วโลก รัฐบาลทุกประเทศมีหน้าที่ต้องดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สาธารณสุขเป็นเรื่องแรกๆ ที่ต้องคำนึงถึง แล้วก็เรื่องการประกอบอาชีพ”

“เมืองไทยดูเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในภูมิภาค อยากทราบว่ามีเทศกาลอะไรบ้าง พวกเทศกาลทางศาสนา มีบ้างมั้ย?”

“แล้วแต่ฤดูกาล เทศกาลทางศาสนามีไม่มาก มีประเพณีของท้องถิ่น เพราะศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีเทศกาลใดๆมากมาย”

เสียงในคลิปหาย เลยไม่ทราบว่าพูดอะไรต่อ

อ๋อ…. มีบอกด้วยว่าทำไมคนไทยมีความสุข ในหลวงบอกประมาณว่า เพราะคนไทยค่อนข้างยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนา ซึ่งคนเราต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คนไทยก็มีศาสนา

“ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แม้แต่ตอนนี้ หลักๆคนก็ทำการเกษตร แต่คนเริ่มหันมาทำอุตสาหกรรม เพื่อความมั่งคั่ง อุตสาหกรรมเติบโตเร็วมาก”

“หมายถึงพวกผ้าไหม?”

“ผ้าไหมมีอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีอุตสาหกรรมเบาอื่นๆ”

“แล้วคุณชอบทำอะไรยามว่าง พวกกีฬา มีบ้างมั้ย?”

“อยู่กรุงเทพฯผมชอบตีแบต ว่ายน้ำ แล้วก็สกีน้ำที่ทะเล ว่ายน้ำ ในประเทศไทยนี่สะดวกมาก”

“แล้วมีกีฬาประจำชาติบ้างมั้ย?”

“มีเล่นว่าวสู้กัน แบบมีว่าวสองชนิดแข่งกัน ต้องทำให้ของอีกคนร่วงก่อน คนที่ยังอยู่ชนะ”

“กับอีกอย่างคือตะกร้อ เดาะไปมาเหมือนวอลเลย์บอล ใช้อวัยวะส่วนไหนเดาะก็ได้ ยกเว้นมือ เหมือนวอลเลย์กับเทนนิสผสมกัน”

“แล้วคุณชอบดนตรี เท่าที่ผมทราบ คุณแต่งเพลงด้วย เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

“แต่งเพลงหรือเล่นดนตรี?”

“เริ่มจากเล่นดนตรีก่อน”

“เริ่มตอนอายุประมาณ 15 ตอนนั้นเริ่มเล่นแซคโซโฟน ส่วนเครื่องดนตรีอื่นๆค่อยมาหัดเล่นเพราะอยากรู้”

“แล้วแต่งเพลงล่ะ?”

“ทีแรกไม่คิดจะแต่ง ทีนี้มีเพื่อนคนนึง คือเป็นญาติกัน เค้าแต่งเพลงได้ทั้งๆที่ไม่รู้จักตัวโน้ตเลยสักตัว แล้วเค้าก็ถามว่าทำไมเราไม่หัดแต่งเพลงบ้าง ก็เลยเริ่มแต่งเพลงตั้งแต่ตอนนั้น”

“เพลงแรกที่แต่งคือเพลงอะไร?”

“เพลงแรกไม่มี เพราะเพลงแรกแต่งไม่สำเร็จ มีเพลงที่สองที่แต่งทำนองออกมาแล้วให้ญาติคนนี้ช่วยคิดคำร้องให้ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า love at sun down ”

“แต่งเพลงจากอะไร? ต้องมีแรงบันดาลใจก่อนมั้ย? ต้องมีช่วงเวลาส่วนตัวไว้แต่งเพลงเงียบๆมั้ย?”

“คงไม่มีเวลาตายตัว. คือแต่ละวันของผมไม่สามารถกำหนดได้ตายตัว อย่างที่บอก การเป็นพระราชาไม่มีวันหยุด มันคือการทำงาน 24 ชม. ต่อวัน”

“คุณพูดว่ามันเป็นงาน ซึ่งเรามองว่ามันเป็นงานที่บางครั้งจะทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างมั้ย มันเป็นงานที่ยาก?”

“คือมันเป็นอาชีพที่ไม่มีสอนที่ไหน เรื่องการเป็นพระราชา เราต้องฝึกฝนเองเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ”

“ซึ่งคุณเริ่มต้นฝึกฝนเร็วมาก” (อายุยังน้อย)

“ก็ต้องฝึก ..”

“คุณมีลูก 4 คน วางแผนอนาคตให้พวกเค้ายังไง เรื่องการศึกษา. อนาคต มันยากมั้ย?”

“ก็ยากนะ เพราะเค้ามีชีวิตสองมุม มุมที่เป็นเด็กธรรมดา ได้เล่นสนุก ได้ซุกซนตามประสา กับมุมที่เป็นเจ้าชายเจ้าหญิง ที่แม้ว่าในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสุดขั้วอย่างสวิสก็ยังมองราชวงศ์เป็นบุคคลพิเศษ เป็นคนที่ต่างจากคนทั่วไป เด็กๆต้องเติบโตมาโดยถูกมองว่าเป็นคนพิเศษ ตรงนี้ที่ยาก”

“คนมองว่าการเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงนี่ดี ร่ำรวย มีความสุข แต่จริงๆไม่ใช่”

แล้วก็บอกว่า “หลักๆก็คือให้เค้ารู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรผิดอะไรถูก คนธรรมดามีกฎหมายควบคุม แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่มี จึงต้องรู้จักรับผิดชอบ สิ่งใดถูกควร ตรงนี้ที่อย่างให้ลูกๆเรียนรู้”

จบ… อาจมีแปลคลาดเคลื่อนบ้างนะคะโดยรวมก็ประมาณนี้

เนื้อหายอดนิยม