เปรี้ยวก็ยังไม่สุด! ขุดอดีต “อิสเซ ซางาวะ” เชฟซาซิมิเนื้อผู้หญิง จนกลายเป็นเซเลบชื่อดังก้องโลก!!

ถือได้ว่าประเด็นกระแสของ “เปรี้ยว มือเลื่อย” หรือ “เปรี้ยว หั่นศพ” ในตอนนี้นั้นโด่งดังทั่วประเทศไทยแล้ว หลังจากที่เกิดกระแสดราม่าขึ้นมาจากคดีดังฆ่าแอ๋มเมื่อประมาณปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ถึงแม้ว่าเรื่องของเปรี้ยวจะโด่งดังมากมายสำหรับคนไทย แต่นี่ยังถือว่าน้อยสำหรับฆาตกรสุดโหดของญี่ปุ่น

ที่เราจะมาพูดถึงนั้นก็คือความโหดเหี้ยมของ “อิสเซ ซางาวะ” จนได้ชื่อว่า เชฟซาซิมิ “เนื้อผู้หญิง” อิสเซ ซางาวะ ชายชาวญี่ปุ่นผู้เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย และวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) เมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโงะ การคลอดก่อนกำหนด ส่งผลให้รูปร่างของเขากลายเป็นชายร่างเล็กกว่าคนทั่วไป เมื่อถึงยามเจริญวัยเต็มที่แล้วเขามีความสูงเพียง 152 เซนติเมตร แต่รูปร่างแคระแกร็นของเขาก็ทดแทนด้วยความอัจฉริยะด้านศาสตร์แห่งภาษา อิสเซสนใจด้านวรรณกรรมและภาษามาตั้งแต่เด็ก

ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นเมื่อตอนที่ผมดันไปเห็นต้นขาขาวๆ ของผู้ชายคนหนึ่ง.. ตอนนั้นผมไม่ได้ไปกัดหรือทำอะไรผู้ชายคนนั้น..มันเป็นแค่ความคิด..แต่ความคิดนั้นมันกลายมาเป็นความรู้สึกฝังอยู่ในใจผมมาโดยตลอด.. “ผมอยากลองกินเนื้อคน”

เมื่ออายุ 23 อิสเซกระทำการครั้งแรกด้วยการสะกดรอยตามครูสาวผู้สอนภาษาเยอรมันให้แก่อิสเซไปถึงอพาร์ทเมนต์ในย่านโตเกียว รอเธอจนหลับ..แต่วันนั้นอิสเซไม่ได้พกอะไรมาเป็นอาวุธเลยนอกจากร่มคันหนึ่ง และโชคดีสำหรับเธอ (แต่โชคร้ายสำหรับอิสเซ) เมื่ออิสเซเข้าไปถึงห้องแล้วครูสาวคนนั้นกลับรู้สึกตัวก่อน ครูสาวจึงอาศัยความได้เปรียบด้านร่างกายที่สูงใหญ่กว่าขัดขืนอิสเซก่อนจะส่งไปหาตำรวจ ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของอิสเซคืออะไร ตำรวจจึงลงข้อหาไว้เพียงล่วงละเมิดทางเพศ

และเมื่อเรื่องถึงหูพ่อของอิสเซ พ่อของอิสเซกลับใช้เส้นสายจากความร่ำรวยของตนวิ่งเต้นจนอิสเซหลุดพ้นจากข้อหาก่อนจะส่งอิสเซไปเรียนต่างประเทศเพื่อรอให้เรื่องฉาวคาวกามของอิสเซนั้นเบาลง

อิสเซใช้เวลาที่ตนอยู่เมืองนอกไปกับการพร่ำเรียนเพียรศึกษาจนสอบติดปริญญาเอก มหาวิทยาลัยปารีส ซอบบอนน์ (Paris Sorbonne University) ที่ในขณะนั้นถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านมนุษยวิทยาและวรรณกรรม

ถึงแม้ว่าชีวิตปริญญาเอกของอิสเซจะเต็มไปด้วยมรสุมที่ต้องฝ่าเพื่อรับใบปริญญา แต่ความหนักหนาของมรสุมก็ไม่ได้ทำให้ปมแห่งความพิศมัยเนื้อมนุษย์ของอิสเซนั้นลดลงเลย อิสเซยังใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการซื้อบริการโสเภณีมากินมื้อค่ำและร่วมรักกันเกือบทุกค่ำคืน ก่อนจะปิดท้ายด้วยสิ่งที่เขาปักธงหลักไว้ คือการเชือดแล้วชิม แต่ทว่า..

“ผมพยายามจะยิงพวกเธอตั้งหลายรอบ แต่ไม่รู้ทำไมในทุกครั้งที่ผมกำลังจะเหนี่ยวไก..นิ้วของผมมันเหนี่ยวไม่ลงทุกที”

เป็นสัตว์กินเนื้อห้ามหลงรักเหยื่อ(?)

ก่อนที่อิสเซจะลงมือเชือดแล้วชิมโสเภณีคนไหนไปเสียก่อน เขากลับได้พบกับ ‘เรเน่ ฮาร์ทเวลต์’ หญิงสาวชาวดัทช์ อายุ 25 ปี รูปร่างสูงโปร่ง 178 เซนติเมตร ผมบลอนด์ ไม่ต่างอะไรจากนางแบบ แถมยังมีความสดใสร่าเริงในตัว ฉลาด พูดได้ถึง 3 ภาษา แทนที่เรเน่จะรังเกียจในความเป็นเอเชีย และรูปร่างแคระแกร็นของอิสเซเหมือนกับคนอื่นๆ เธอกลับเข้าหา มอบความเป็นเพื่อน พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวรรณกรรมซึ่งถูกคอกันเป็นอย่างดี อิสเซมีความรู้สึกให้แก่เรเน่อย่างจริงจัง แต่บังหน้าความต้องการใกล้ชิดด้วยการจ้างเรเน่สอนความรู้เพิ่มเติมด้านภาษาเยอรมันด้วยค่าจ้างสูงพอตัว และเรเน่เองก็ตอบตกลง

เรเน่ใช้เวลาไปไหนมาไหนกับอิสเซอยู่บ่อยๆ ทั้งดูคอนเสิร์ต ดูงานนิทรรศการ โดยอิสเซจะเป็นฝ่ายชวนก่อนเสมอ เพราะเรเน่เองก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรให้กับอิสเซมากกว่าแค่เพื่อนเลย แต่นั่นก็ทำลายความหลงไหลสุดใจจากอิสเซไม่ได้เลย..

“ผมอยากจะลองกัดต้นแขนขาวๆ ของเธอดูซักครั้ง”

เชือดก่อนชิม

11 มิถุนายน ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) อิสเซชวนเรเน่มากินมื้อค่ำที่ห้องพักโดยมีข้ออ้างว่าอยากจะให้เรเน่ช่วยแปลกวีนิพนธ์ภาษาเยอรมันใช้สำหรับเวลาเรียนโดยเขาได้ปักธงสำคัญไว้แล้วสำหรับคืนนี้ นั่นคือการกินเธอให้ได้.. หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เรเน่เริ่มการแปลกวีนิพนธ์โดยการอ่านให้อิสเซฟัง ส่วนอิสเซเองก็ตั้งเครื่องบันทึกเสียงไว้หมายจะเก็บเสียงเรเน่ไว้ฟัง..ถึงแม้ว่าหลังจากนี้เธอจะตายไปแล้วก็ตาม

อิสเซใช้จังหวะที่เรเน่กำลังสนใจแต่การแปลกวีนิพนธ์ลอบยิงเธอจากด้านหลังด้วยปืนไรเฟิล โดยเล็งให้กระสุนเจาะลำคอขาวเนียนของเธอจนเสียชีวิตคาที่..

หลังจากพลาดกับโสเภณีมาหลายราย แต่กลับคนที่เขารักที่สุด กลับไม่พลาดเลย..ในขณะที่อิสเซเปลื้องผ้าเรเน่ออกเพื่อเริ่มชำแหละ..เรือนร่างไร้อาภรณ์ของเรเน่เองก็ปลุกอารมณ์ในตัวอิสเซ เขาร่วมรักกับร่างไร้ชีวิตของเรเน่อย่างสุขสม ทำทุกอย่างที่เคยจินตนาการว่าอยากทำ จับต้องทุกส่วนที่ไม่เคยได้จับจนถึงจุดสุดยอด แล้วเอ่ยถ้อยคำที่เขาอยากเอ่ยมาตลอดแก่ร่างไร้ชีวิตของเรเน่

“ผมรักคุณมากที่สุดในโลก”

เชือดแล้วชิม

หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายจากการร่วมรักกับร่างไร้ชีวิตของเรเน่ ก็มาถึงช่วงเวลาที่เขารอคอยยิ่งกว่าการร่วมรัก..อิสเซกัดเข้าอย่างเต็มแรงเข้าที่แก้มก้นขวาของเรเน่ แต่กลับต้องหัวเสียเมื่อพบว่าเนื้อมนุษย์ดิบๆ เหนียวเกินกว่าจะกัดให้ขาดได้ด้วยปากเปล่า อิสเซจึงใช้มีดปอกสายไฟเฉือนจมูกของเรเน่ก่อนจะเริ่มกิน..

“ผมใช่มีดกรีดลงไปที่ร่างของเรเน่ ก้อนไขมันสีเหลืองเหมือนข้าวโพดไหลออกมาจากบาดแผลที่ฉีกกว้างมันไม่เหม็นหรือคาวซักนิด..ผมจึงแล่เนื้อสีแดงออกมาแบบเป็นชิ้นพอดีคำแล้วใส่ปากเคี้ยวแบบดิบๆ.. มันนุ่มละมุนละลายในปากไม่ต่างอะไรจากซาซิมิทูน่าระดับภัตตาคาร”

อิสเซเปิดเสียงบันทึกของเรเน่ให้คลอเบาๆ ระหว่างการแล่เนื้อจากศพของเธออย่างได้อรรถรส เนื้อบางส่วนถูกนำไปทำ “เนื้อผัดมัสตาด” หลังกินผัดมัสตาดเสร็จแล้ว อิสเซใช้กางเกงในของเรเน่ต่างผ้าเช็ดปาก เต้านมทั้งสองข้างถูกนำไปอบต่างขนมปัง แต่อิสเซพบว่ามันเหนียวจนเคี้ยวยากกว่าส่วนใด ก่อนจะพบว่าเขาชอบเนื้อที่ต้นขาที่สุด ปิดท้ายคืนนี้ด้วยการใช้ร่างที่เหลือของเรเน่นำไปกอดไว้ในยามนอนไม่ต่างจากหมอนข้าง

“เนื้อคนนี่อร่อยชะมัด”

เช้าวันต่อมา..ร่างของเรเน่ตกเป็นอาหารของอิสเซอีกครั้ง โดยคราวนี้เขาลองกินเนื้อส่วนทวารหนัก แต่มันกลับเหม็นปฏิกูลเกินจะทนกินได้ ต่อให้นำไปทอดแล้วก็ตามจนต้องทิ้งถังขยะไป

หน้าร้อนมาเยือนฝรั่งเศส ศพของเรเน่เข้าสู่ช่วงเน่าสลายเร็วกว่าปกติ อิสเซตระหนักถึงเวลาแห่งความสุขที่ใกล้จบลงจากการที่เขาต้องเผชิญกับแมลงวันฝูงใหญ่ที่เข้ามาตอมศพ จนถึงเวลาที่ควรทำลายหลักฐานก่อนกลิ่นเน่าจะล่ามไปถึงห้องอื่นๆ โดยใช้ขวานสับร่างของเรเน่ออกเป็นท่อนๆ แล้วยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบยักษ์ แต่ในระหว่างที่กำลังเอาท่อนศพใส่กระเป๋าทีละชิ้น อิสเซเกิดอารมณ์ขึ้นมาอีกจึงใช้มือของเรเน่แทนเครื่องสำเร็จความใคร่ เมื่อถึงจุดสุดยอดก็เกิดความหิวขึ้นมาอีกจึงหั่นศพเรเน่เพิ่มเพื่อกิน

“ผมใช้ใบมีดเฉือนปลายลิ้นของเธอขึ้นมาแล้วกินหน้ากระจกเงา แต่ตอนที่ผมล้วงเข้าไปลูบอวัยวะภายในผมแสบร้อนมือเพราะไปโดนกรดในกระเพาะอาหารเข้า..”

ปิดท้ายการชำแหละโดยใช้ขวานสับคอเรเน่ให้ขาดก่อนจะจิกผมเธอเพื่อหิ้วศีรษะให้ขึ้นมาสบตา ความรู้สึกภายในใจของเขาขึ้นรูปโครงสร้างความคิดของเขาใหม่โดยในตอนนี้เขาคิดว่า..

“ผมคือมนุษย์กินคนที่แท้จริง”

ศพไม่เงียบ

อิสเซยังเก็บเนื้อบางส่วนจากศพของเรเน่แช่ตู้เย็นเพื่อกินในโอกาสถัดไป แต่แล้วเขาก็ถูกจับแบบคาหนังคาเขาในระหว่างที่เขากำลังจะเอาศพเรเน่ใส่กระเป๋าเดินทางใบยักษ์ไปทิ้งที่ทะเลสาบบัวส์ เดอ บูโลญจน์ โดยมีคนแถวนั้นรู้สึกผิดสังเกตที่เห็นชายเอเชียโคตรจะตัวเล็กกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เกินตัวจึงแจ้งตำรวจให้ตามจับ อิสเซ ซางาวะ ถูกตำรวจเข้าควบคุมตัว

ตำรวจบุกเข้าห้องพักของอิสเซเพื่อค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมก็ต้องพบกับก้อนเนื้อและเครื่องในล้างสะอาดรอประกอบอาหารมื้อต่อไป กับหม้อที่กำลังต้มอีกหลายใบ ทั้งพะโล้ ต้มเค็ม แม้กระทั่งสตูว์ และแทบจะลมจับล้มตึงในทันทีเมื่อเปิดตู้เย็นไปก็พบกับศีรษะของเรเน่ที่เปลือกตายังปิดไม่สนิท จมูกหาย ริมฝีปากทั้งบนและล่างถูกเฉือนออกไป เผยให้เห็นฟันสีขาวที่ปิดไม่สนิทคล้ายกับกำลังจะเซย์ฮัลโหลทักทายแก่เจ้าหน้าที่ ทำเอาทั้งตำรวจและนักข่าวผลัดกันออกไปอ้วกอย่างไม่หยุดหย่อน กว่าจะเก็บหลักฐานหมดก็แสนจะทุลักทุเล ตำรวจบุกห้องหาหลักฐานคดีฆาตกรรมของอิสเซ ซางาวะ

อิสเซสารภาพหมดเปลือกกับเจ้าหน้าที่อย่างละเอียดเริ่มตั้งแต่การยิงเรเน่เข้าที่ต้นคอ แถมยังชวนให้เจ้าหน้าที่ลองชิมเมนูเนื้อเรเน่ของเขาอีกด้วย ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุ อิสเซได้กล่าวแก่เจ้าหน้าที่ไว้ว่า..

“ผมมันเป็นชายอ่อนแอ รูปทราม ร่างเล็ก..ส่วนเธอคือโฉมงาม..สุขภาพดี..น่ารักผมรักเธอจนอยากจะกินเธอทั้งตัวมันน่าจะช่วยให้ผมได้ดูดพลังงานของเธอด้วย ผมคงจะได้รู้สึกแข็งแรงขึ้นมาบ้าง”

เช็คบิลล์-ฆ่า-อาหาร

อิสเซ ซางาวะ ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา ฝากขัง 2 ปีก่อนจะมีการไต่สวน ด้านพ่อของอิสเซยังคงใช้เส้นสายเฟ้นหาทนายมือหนึ่งมาว่าความ โดยตุลาการ ฌอง-ลุย บรูฌวีแยร์ พิจารณาคคดีว่า อิสเซ ซางาวะ คือผู้มีปัญหาทางจิต หลงผิดสู้คดีไม่ได้ จึงส่งไปบำบัดที่โรงพยาบาลจิตเวชในฝรั่งเศส คดีของอิสเซดังไปทั่วโลกในขณะนั้น จนนักเขียนชื่อว่า อินุฮิโกะ โยโมตะ ดั้นด้นเข้าไปสัมภาษณ์อิสเซถึงที่เกี่ยวกับคดีนี้ ก่อนจะนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ IN THE FOG เผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น และมีชาวฝรั่งเศสจำนวนมากที่ไม่พอใจ จึงต้องส่งให้อิสเซกลับไปบำบัดที่บ้านเกิด..ที่ประเทศญี่ปุ่น

คนกินคน..ไม่ใช่โรคจิต

จิตแพทย์ญี่ปุ่นกลับลงความเห็นว่า อิสเซ ซางาวะ ไม่ได้มีปัญหาทางจิตแต่อย่างใด..ไม่ได้เป็นโรคจิตเภท ไม่ได้หลงผิด แต่แรงจูงใจนั้นเกิดจากรสนิยมทางเพศที่ผิดปกติล้วนๆ แต่ถึงอย่างนั้นทางการญี่ปุ่นก็ไม่สามารถดำเนินคดีอิสเซได้ เพราะศาลฝรั่งเศสไม่ยอมส่งเอกสารคดีนี้ให้ประกอบการเพิ่มเติมได้ โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ถูกปิดไปแล้วที่ฝรั่งเศส จากทางการฝรั่งเศส อิสเซจึงพ้นข้อหาทั้งมวลในวันที่ 12 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529)

CANNIBAL SUPERSTAR (ซุปตาร์..ฆ่ากินคน)

หลังพ้นโทษ อิสเซ ซางาวะ ได้รับคำเชิญจากรายการทีวีมากมายเชิญไปสัมภาษณ์ถึงคดีซาซิมิเนื้อคนแห่งฝรั่งเศส แน่นอนว่าคนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยที่ฆาตกรคนหนึ่งถูกสื่อปฏิบัติราวกับกำลังจะได้กลับมาเดินดงมนุษย์อีกครั้งในเร็ววันโดยที่ยังไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด

ไม่ใช่เพียงแต่ IN THE FOG เท่านั้นที่เป็นสื่อตีแผ่ในแง่ชวนให้รู้สึกสนใจเรื่องราวของอิสเซ แต่ยังมีหนังสืออีกหลายเล่ม หนังอีกหลายเรื่องอย่างเช่น ‘Adoration’ หนังสั้นฉายปี 1986 กำกับโดย โอลิเวียร์ สโมลเดอร์ , ‘Cannibal Superstar’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เวียซัตเอ็กซ์พลอเรอร์ในปี 1986 และล่าสุดคือ ‘VBS Meets: Issei Sagawa’ หนังสารคดีโดย VBS TV ออกอากาศปี 2012 อีกด้วย

เนื้อหายอดนิยม