สศก.เผยผลวิเคราะห์แจกบัตรคนจนยังไม่ตรงจุด เกษตรกรใช้สิทธิแค่30% นศ.-ลูกคนรวยได้สิทธิด้วย!!!

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ศึกษาวิเคราะห์โครงการประชารัฐสวัสดิการ 46,000 ล้านบาท ตามรายชื่อผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11,431,681 คน โดยวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานด้านการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางภาพรวม พบว่าจะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ประมาณ 118,077.82 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาเกษตรกรที่มีบัตรฯ 3.32 ล้านคน ใช้งบประมาณ 13,368.59 ล้านบาท จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 21,215.50 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด 21,134.27 ล้านบาท รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 70.73 ล้านบาท และส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้ม 10.50 ล้านบาท

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า โครงการนี้เห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตร แต่ภาครัฐควรเน้นการแก้ปัญหาไปที่การพัฒนาความรู้ทักษะการประกอบอาชีพให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพราะเกรงว่าโครงการบัตรสวัสดิการฯอาจเป็นการสร้างภาระให้ภาครัฐในการบริหารงบประมาณจำนวนมหาศาลในอนาคตได้ ดังนั้น ในระยะต่อไปควรปรับแนวคิดจาก รัฐสวัสดิการให้เป็นการพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาอาชีพ เน้นให้ผู้เดือดร้อนที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาตนเองให้พึ่งตนเองได้ ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มงวด รวมถึงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่แจ้งข้อมูลเท็จโดยเฉพาะกลุ่มคนในระบบภาษี ทั้งนี้ ในอนาคตควรสร้างความหลากหลายในการบริการสวัสดิการเพื่อรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยต้องหาความต้องการที่แท้จริงในแต่ละกลุ่มเป้าหมายก่อน

นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เงื่อนไขของโครงการประชารัฐสวัสดิการ กำหนดให้สิทธิ์กับผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ใช้แรงงานที่กำหนดอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในต่างจังหวัด คนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมและต้องหางานทำ ในขณะที่ผู้มีอายุ 18 ปีส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ผู้ปกครองมีรายได้ ทำให้การช่วยเหลือของโครงการนี้ไม่ตรงกับเป้าหมาย รัฐบาลควรทบทวนกรณีนี้และควรพิจารณาไปถึงรายได้ของผู้ปกครองด้วย นอกจากนี้เกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนว่ามีรายได้น้อยที่สุดในประเทศแต่มีสัดส่วนผู้ลงทะเบียนในโครงการนี้เพียง 30% เท่านั้น เป็นไปได้ว่าเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลไม่สะดวกที่จะเข้ามาลงทะเบียน หรือไม่ทราบข่าวสารเนื่องจากการประชาสัมพันธ์โครงการนี้ผ่านระบบโซเชียลมีเดีย ผู้ที่เข้าถึงส่วนใหญ่จึงเป็นนักศึกษาและผู้ที่อยู่ในเขตเมือง

นายกัมปนาท กล่าวว่า ในขณะที่การเข้าถึงของเกษตรกรไม่สามารถเข้ามาใช้การบริการขนรถไฟฟ้าได้การช่วยเหลือด้านนี้ของโครงการจึงมีมีประโยชน์เฉพาะการขนส่งนักศึกษาให้มาเรียนหนังสือเท่านั้น ส่วนเกษตรกรแม้ได้ประโยชน์จากการนำเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตแต่การใช้เงินดังกล่าวจะทำได้ปีละ 2 ครั้งตามฤดูกาลผลิต แต่โครงการดังกล่าวสนับสนุนให้นำไปซื้อปัจจัยการผลิตทุกเดือนและไม่สามารถสมทบในเดือนต่อไปได้ อย่างไรก็ตามการที่รัฐกำหนดให้การช่วยเหลือเดือนต่อเดือนนี้เป็นจุดดีที่จะทำให้ทราบถึงการใช้เงินดังกล่าวและสามารถปรับแก้ไขให้เกิดความเหมาะสมได้ อีกทั้งควรตรวจสอบการทุจริตตามข้อร้องเรียนต่างๆที่ผู้ประกอบการยึดบัตรไว้แล้วจ่ายเป็นเงินสดไม่เต็มจำนวนให้กับผู้ลงทะเบียนด้วยเพราะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ตรงตามเงื่อนไข

“โครงการนี้มีประโยชน์มากและต่างประเทศก็ทำกัน แต่ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนต้องทำงานด้วยไม่ใช่นอนรอการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ในขณะที่รัฐบาลต้องตรวจสอบเพื่อปรับปรุงการช่วยเหลือให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด อย่างกรณีนักศึกษาทุกคนเข้าเกณฑ์ทั้งหมด ซึ่งบางคนที่ครอบครัวมีฐานะดีอยู่แล้วก็ไม่ควรได้รับสิทธิ์ เป็นการใช้เงินรัฐบาลที่ไม่คุ้ม และโครงกานี้รัฐบาลต้องทำต่อเนื่องหากการตรวจสอบไม่ดีก็ถือว่าเป็นการใช้งบรัฐบาลที่เปล่าประโยชน์

เนื้อหายอดนิยม